งานปีใหม่ที่โรงเรียน

posted on 30 Dec 2009 19:11 by janeiiz001

             ใกล้จะถึงวันปีใหม่แล้วในอีก 2 วัน วันนี้ที่โรงเรียนเลยมีงานปีใหม่ ตอนเช้าที่มีการตักบาตร คิดว่าจะมาไม่ทันแล้ว แต่ก็มาได้เวลาที่เขาเริ่มพอดี

. . . แล้วก็มาถึงช่วงที่ต้องจับของขวัญจากอาจารย์

ที่เป็นที่รักของลูกศิษย์ทุกคน . . .

           วันนี้เป็นวันที่ " แดดร้อนนนนน มากกกก !! " ต้องมานั่งตากแดด แล้วก็ไม่ได้ของขวัญด้วย เศร้าใจจริงๆ  หลังจากนั้นก็ไปที่บริเวณของห้องตัวเองกัน เราก็เริ่มการแสดงของแต่ละห้องกัน  แล้วก็เริ่มลงมือกินอาหารที่แต่ละห้องเตรียมมาด้วย ห้องเราก็มีทั้ง น้ำตก ไก่ย่าง/ทอด ลูกชิ้น ไส้กรอก  แล้วก็อื่นๆ ได้มากินกับเพื่อนแล้วก็ดูการแสดงไปด้วย งานเลยเป็นไปอย่างสนุกสนาน

            ห้องเราแสดงเป็นห้องสุดท้ายเลย ถือเป็นห้องปิดท้ายของงาน

            สุดท้ายก็มาถึงเวลาที่ทุกคนรอคอยนั่นก็คือ....... !!!

          เวลาแห่งการเฉลย "Buddy" มีทั้งคนที่ท้ายถูก แล้วก็ไม่โดนทำโทษเลย บางคนก็โดนทำโทษตลอด ก็เป็นการเฉลย Buddy ที่สนุกสนานบางคนก็เป็นคนที่ เพื่อนไม่คิดว่าจะเป็น buddy ของตัวเองเลย 

           วันนี้ก็จบด้วยความสนุกสนานแล้วก็มีความสุขกับปีใหม่

" ขอให้มีความสุขในปี 2553 / 2010 ที่จะถึงนี้ทุกๆคนนะค้า "

วันคริสต์มาส

posted on 25 Dec 2009 19:51 by janeiiz001


          คำว่า "คริสต์มาส" เป็นคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษว่า Christmas มาจากคำภาษาอังกฤษโบราณว่า Christes Maesse ที่แปลว่า "บูชามิสซาของพระคริสตเจ้า" ซึ่งพบครั้งแรกในเอกสารโบราณที่เป็นภาษาอังกฤษในปี ค.ศ. 1038 และในปัจจุบันคำนี้ก็ได้เปลี่ยนมาเป็นคำว่า Christmas

          เทศกาล Christmas หรือ X’Mas ตรงกับวันที่ 25 ธันวาคมของทุกปี ซึ่งวันที่ 25 ธันวาคมนั้นเป็นวันประสูติของพระเยซู ศาสดาแห่งศาสนาคริสต์ โดยพระองค์ประสูติที่เมืองเบ็ธเลเฮ็มและเติบโตที่เมืองนาซาเรท ซึ่งปัจจุบันคือประเทศอิสราเอล ตามหลักฐานในพระคัมภีร์ได้บันทึกไว้ว่า พระเยซูเจ้าประสูติในสมัยที่จักรพรรดิซีซาร์ ออกุสตุส แห่งจักรวรรดิโรมัน ซึ่งทรงสั่งให้จดทะเบียนสำมะโนครัวทั่วทั้งแผ่นดิน โดยฝ่ายคีรีนิอัส เจ้าเมืองซีเรียก็รับนโยบายไปปฏิบัติให้มีการจดทะเบียนสำมะโนครัวทั่วทั้งอาณาเขต แต่ในพระคัมภีร์ ไม่ได้ระบุว่า พระเยซูประสูติวันหรือเดือนอะไร

                                                     


          ด้านนักประวัติศาสตร์ก็มีความเห็นที่ต่างออกไปโดยได้วิเคราะห์ว่า เดิมทีวันที่ 25 ธันวาคม เป็นวันที่จักรพรรดิเอาเรเลียนแห่งโรมัน กำหนดให้เป็นวันฉลองวันเกิดของสุริยะเทพ ตั้งแต่ปี ค.ศ.274 ชาวโรมันซึ่งส่วนใหญ่นับถือเทพเจ้าฉลองวันนี้เสมือนว่า เป็นวันฉลองของพระจักรพรรดิไปในตัวด้วย เพราะจักรพรรดิก็เปรียบเสมือนดวงอาทิตย์ ที่ให้ความสว่างแก่ชีวิตมนุษย์ แต่ชาวคริสต์ที่อยู่ในจักรวรรดิโรมัน รวมถึงชาวโรมันที่เปลี่ยนไปนับถือคริสต์อึดอัดใจที่จะฉลองวันเกิดของสุริยเทพ จึงหันมาฉลองการบังเกิดของพระเยซูซึ่งเปรียบเสมือนความสว่างของโลก และเหมือนดวงจันทร์เป็นความสว่างในตอนกลางคืนแทน หลังจากที่ชาวคริสต์ถูกควบคุมเสรีภาพทางศาสนาตั้งแต่ปี ค.ศ. 64-313 จนถึงวันที่ 25 ธันวาคม ปี ค.ศ.330 ชาวคริสต์จึงเริ่มฉลองคริสต์มาสอย่างเป็นทางการและเปิดเผย

          เทศกาลคริสต์มาสจึงเป็นวันแห่งการเฉลิมฉลองวันประสูติของพระเยซู และเป็นการฉลองความรักที่พระเจ้ามีต่อมนุษย์โลก โดยส่งบุตรชาย คือ "พระเยซู" ลงมาเกิดเป็นมนุษย์เพื่อช่วยไถ่บาป และช่วยให้มนุษย์รอดพ้นจากการทำชั่วนั่นเอง ดังนั้นในวันนี้ถือเป็นวันที่มีความหมายสำคัญชาวคริสต์ทั่วโลก และมีการส่งบัตรอวยพร ให้ของขวัญ แก่กันและกัน รวมทั้งประดับประดาตกแต่งบ้านเรือนด้วยแสงไฟ และต้นคริสต์มาสอย่างสวยงาม

Merry x'mas

posted on 25 Dec 2009 19:51 by janeiiz001

Merry Chismas นะคะทุกคน

                วันนี้ก็เป็นอีกวันที่พิเศษนั่นก็คือว้น คริสต์มาส นั่นเอง วันนี้ตอนเช้าเลยมีพวกรุ่นพี่ ม.6 ที่อยู่สายศิลป์ จีน และศิลป์ฝรั่งเศสมาร้องเพลงวันคริสต์มาสกันด้วย เป็นเพลงที่เพาะดี ถึงแม้ว่าจะไม่รู้ว่าหมายความว่าอะไรเพราะแปลไม่ออกเลย ก็ถือเป็นอีกสิ่งที่พิเศษในวันที่พิเศษอย่างนี้

               เนื่องในวันคริสมาสเราก็มีแลกของขวัญกับเพื่อนด้วยไม่รู้ว่าจะชอบของที่ให้รึเปล่า แล้วอีกไม่กี่วันก็ถึงวันปีใหม่แล้วจะได้เฉลย buddy กันแล้วด้วยเรายังไม่รู่ว่าใครเป็น buddy ของเราเลย เราจะทายถูกไหมเนี่ยะ

โรคภูมิแพ้

posted on 24 Dec 2009 16:42 by janeiiz001

       ทุกๆคนคงจะเคยเห็นคนที่เป็นภูมิแพ้กันมาบ้าง โรคภูมิแพ้ก็มีการแพ้อยู่หลายประเภท บางคนที่เป็นหนักมากๆ อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ เรามาดูกันดีกว่าว่าโรคภูมิแพ้เกิดจากอะไรและเป็นอย่างไรบ้าง

โรคภูมิแพ้ เป็นโรคเรื้อรังถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ เช่นเดียวกับโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ฯลฯ

       คนที่เป็นโรคนี้ ร่างกายจะมีความไวต่อสารบางอย่างในสิ่งแวดล้อม สารที่ทำให้แพ้จะเข้าสู่ร่างกาย
ได้โดยปนมากับ
อากาศที่หายใจ เช่น ฝุ่น เชื้อรา เกสรพืช ฯลฯ ปนมากับอาหารที่รับประทาน หรือมา
ถูกผิวหนังโดยตรง เมื่อสารนั้นเข้าสู่ร่างกายก็จะทำให้เกิดมีสาร Histamine ฯลฯ หลั่งในร่างกาย
ทำให้ เกิดอาการแพ้ขึ้น ซึ่งก็แล้วแต่ว่าจะเกิดกับอวัยวะใด
อาการของโรคภูมิแพ้นั้น เกิดได้กับทุกระบบ
ถ้าเกิดกับทางเดินหายใจส่วนบน ก็จะทำให้เกิดมี อาการหวัด
เรื้อรัง มีเสมหะไหลลงคอ เจ็บคอเป็นประจำ
หูอื้อถ้าเกิดกับหลอดลมก็จะมีอาการหอบหืด เกิดกับผิวหนังก็เป็น
โรคลมพิษ เกิดกับทางเดินอาหาร
ก็ทำให้ท้องอืดหรือท้องเสียบ่อยๆ ได้ถ้าเกิดกับตา ก็จะมีอาการคันตาตาแดง
น้ำตาไหล ผู้ป่วยอาจมีอาการ
ปวดศรีษะบริเวณหัวคิ้วรอบกระบอกตา และ ท้ายทอย
โรคภูมิแพ้เป็นโรคที่ไม่ติดต่อกัน
แต่จะถ่ายทอดทางกรรมพันธ
ุ์ จากพ่อแม่ไปสู่ลูกได้ จึงไม่สามารถรักษาให้
หายขาดได้
การรักษาของแพทย์ก็เพื่อให้ผู้ป่วยไม่มีอาการและป้องกันไม่ให้เกิดโรคแทรกซ้อนขึ้น
เพราะถ้าทิ้งไว้นานๆ ไม่รักษาผู้ป่วยอาจเกิดหูอื้อจนพิการไปเลยก็ได้ (Adhesive OM)
หรือมี เนื้องอกในจมูกเกิดขึ้นได้ (Nosal Polyp) หรือ
เป็นไซนัสอักเสบได้ (ถ้าเปรียบคนเป็น
ไซนัสอักเสบกับคนเป็นฝี โรคภูมิแพ้ จะเปรียบได้กับคนน้ำหลืองไม่ดี ดังนั้นการรักษาจึงต้อง
รักษาที่โรคภูมิแพ้ ผู้ป่วยจะ ได้ไม่เป็นไซนัสอักเสบบ่อยๆ ไซนัสอักเสบอาจเกิดจากสาเหตุอื่นๆ

ก็ได้ เช่น ฟันผุ มีสิ่งแปลกปลอมใน จมูก)

    หลักในการรักษาโรคภูมิแพ้ 

1. แนะนำให้ผู้ป่วยหลีกเลี่ยงจากสิ่งที่แพ้
2. รับประทานยา ฉีดยาหรือพ่นยาแก้แพ้เป็นประจำ
3. ทดสอบภูมิแพ้ และฉีดยาเพิ่มภูมิคุ้มกันต่อสิ่งที่แพ้
4. ผ่าตัดแก้ไขความผิดปกติที่ทำให้มีอาการแพ้มากขึ้น เช่น ผ่าตัดเอาเนื้องอกในจมูกออก, ผ่าตัด หนองใน
  โพรงไซนัสให้ไหลออกมาได้สะดวก, ผ่าตัดแก้ไขภาวะอุดตันของจมูกเพื่อให้หายใจโล่ง

    การรักษานั้นๆ แพทย์จะเป็นผู้พิจารณาว่าควรใช้วิธีใด หรือหลายๆ วิธีรวมกัน เพื่อควบคุม
โรคไม่ให้ผู้ป่วยมีอาการแพ้ ความสำเร็จในการรักษาก็ขึ้นกับว่าผู้ป่วยสามารถปฎิบัติตาม
คำแนะนำของแพทย์ ได้สม่ำเสมอหรือไม่

          เครียด เป็นภาระที่ทุกคนไม่อยากประสบพบพาน แต่คงไม่มีใครที่ไม่เคยเครียด ดังนั้นมาทำความรู้จักกับความเครียด และวิธีการคิดเพื่อที่จะได้ไม่เครียดกันดีกว่า

ความเครียด เป็นเรื่องของร่างกายและจิตใจ ที่เกิดจากการตื่นตัวเตรียมรับกับสถานการณ์ หรือเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง ซึ่งคาดว่าเป็นเรื่องที่เกิดกำลังความสามารถที่จะแก้ไขได้ ทำให้รู้สึกหนักใจ เป็นทุกข์และส่งผลทำให้เกิดอาการผิดปกติ ทั้งทางร่างกายและจิตใจตามไปด้วย
ความเครียดนั้นมีกันทุกคน แต่ละมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสภาพปัญหาการคิดการประเมินสถานการณ์ของแต่ละคน ถ้าคิดว่าปัญหาไม่ร้ายแรงแก้ไขได้โดยง่าย ก็จะไม่เครียด แต่ถ้าหากว่าปัญหานั้นยิ่งใหญ่ ร้ายแรง แก้ไขลำบาก ก็จะทำให้เครียดมาก หากว่ามีความเครียดในระดับที่พอดี ๆ ก็จะช่วยให้มีพลัง มีความกระตือรือร้นในการต่อสูงชีวิต ฟันฝ่าอุปสรรคต่าง ๆ ได้ ซึ่งนี่เองคือข้อดีของความเครียด ไม่ใช่ว่าเครียดจะไม่มีส่วนดี ๆ เอาเสียเลย
สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความเครียดมี 2 ประการคือ
1. สภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิต เช่น ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาครอบครัว ปัญหาสังคม ปัญหาการปรับตัว ปัญหาการเรียน ฯลฯ ปัญหาเหล่านี้ล่วนเป็นตัวกระตุ้นอย่างดีที่จะทำให้เกิดความเครียดได้
2. การคิดและการประเมินสถานการณ์ของบุคคล จะสังเกตได้ว่าคนที่มองโลกในแง่ดี มีอารมณ์ขัน ใจเย็น จะมีความเครียดน้อยกว่าคนที่มองโลกในแง่ร้าย เอาจริงเอาจัง ใจร้อนและวู่วาม
จากสาเหตุที่สำคัญนี้ ความเครียดจะไม่เกิดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่จะเกิดจากทั้งสองสาเหตุประกอบกันคือ มีสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตเป็นตัวกระตุ้น แล้วมีความคิดและการประเมินสถานการณ์เป็นตัวบ่งว่าจะเครียดมากเครียดน้อยเพียงใด
เมื่อปัญหากระตุ้นให้เกิดความเครียด การลดความเครียดจึงจำเป็นที่จะต้องรู้วิธีคิดที่ถูกต้องเหมาะสม ซึ่งวิธีคิดที่เหมาะสมได้แก่
1. คิดในแง่ยืดหยุ่นให้มากขึ้น อย่าเอาจริงเอาจัง เข้มงวดจับผิด หรือตัดสินถูกผิดตัวเอง หรือผู้อื่นตลอดเวลา รู้จักผ่อนหนัก ผ่อนเบา ผ่อนสั้น ผ่อนยาว ลดทิฐิมานะและที่สำคัญควรรู้จักการให้อภัยก็จะทำให้ชีวิตมีความสุขขึ้น และมีความเครียดน้อยลง
2. คิดอย่างมีเหตุผล ไม่ด่วนเชื่ออะไรง่าย ๆ ไม่ด่วยสรุปอะไรง่าย ๆ ให้พยายามใช้เหตุผลตรวจสอบข้อเท็จจริง ความเป็นไปได้ ไตร่ตรองให้รอบคอบ เพราะนอกจากจะไม่ทำให้ตกเป็นเหยื่อให้ใครหลอกเอาง่าย ๆ แล้ว ยังสามารถตัดความกังวลใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปได้อีกด้วย
3. คิดหลาย ๆ แง่มุม มองหลาย ๆ ด้าน ทั้งด้านดีและไม่ดี พึงระลึกไว้เสมอว่า ทุกอย่างมีข้อดีและข้อไม่ดีประกอบกันทั้งสิ้น จึงไม่ควรมองด้านใดด้านหนึ่งเพียงด้านเดียวให้ใจเป็นทุกข์ และที่สำคัญ ควรหัดคิดหัดมองในมุมของคนอื่นด้วย อย่างที่เขาเรียกว่าเอาใจเขามาใส่ใจเรา ก็จะช่วยให้เรามองอะไรได้กว้างไกลกว่าเดิม
4. คิดแต่เรื่องดี ๆ เพราะหากว่าเราคิดแต่เรื่องร้าย ๆ เรื่องความล้มเหลวผิดหวังหรือเรื่องที่เป็นทุกข์ ก็จะทำให้เครียดมากขึ้น ควรคิดถึงเรื่องดี ๆ ให้มาก ๆ นอกจากไม่ทำให้เครียดแล้วยังทำให้สบายใจมากขึ้นด้วย
5. คิดถึงคนอื่นบ้าง อย่าหมกมุ่นแต่เรื่องของตัวเองเท่านั้น เปิดใจให้กว้างรับรู้ความรู้สึกและความเป็นไปของคนอื่นและคนใกล้ชิด ใส่ใจที่จะช่วยเหลือแก้ไขปัญหาของผู้อื่นในสังคม บางครั้งจะพบว่า ปัญหาหรือความเครียดที่กำลังเผชิญอยู่นั้นเป็นเรื่องเล็กนิดเดียวเมื่อเทียบกับปัญหาของผู้อื่น ซึ่งความรู้สึกแบบนี้จะทำให้เครียดน้อยลง จะช่วยให้รู้สึกดีขึ้น และยิ่งถ้าสามารถช่วยให้ผู้อื่นแก้ไขปัญหาได้ ก็จะทำให้สุขใจมากขึ้นเป็นทวีคูณเลยทีเดียว

ขอขอบคุณ www.watpon.com/news/seri.htm ที่ช่วยไม่ให้ใครหลายๆคนเครียดเกินไป

สิ้นสุดกันแล้ว

posted on 18 Dec 2009 16:33 by janeiiz001

             ในที่สุดดดด  ก็สอบเสร็จกันสักที  หลายๆคนคงรู้สึกโล่งเหมือนยกภูเขาออกจากอกกันเลยใช่ไหม  แต่สำหรับคนที่เครียดกับคะแนนอยู่ก็อย่าไปเครียดกับมันมาก

หลายๆคนคงจะนัดกันไปเที่ยว หรือไปดูหนังกัน เพื่อฉลองที่สอบเสร็จก็ขอให้สนุกกันทุกคนนะคะ

กลอนวันพ่อ

posted on 05 Dec 2009 12:31 by janeiiz001

 

 

กลอนวันพ่อ 1 

     เป็นสองมือ อุ้มชู เลี้ยงดูลูก           เป็นสายใย พันผูก คอยห่วงหา
เป็นอ้อมกอด อบอุ่น ค้ำจุนมา             เป็นสายตา ห่วงใย ใคร่อาทร

     ยามเจ็บไข้ เฝ้าดูแล ด้วยชีวิต        ยามพลั้งผิด ท่านอบรม คอยบ่มสอน
ยามเหนื่อยหน่ายกำลังใจไม่สั่นคลอน  ยามใดใด ยังอาทร ไม่เปลี่ยนแปร

     ด้วยความรัก ของพ่อ ที่ยิ่งใหญ่      ด้วยหัวใจ สะอาดใส เป็นแน่แท้
ด้วยชีวิต เพื่อลูก .. เฝ้าดูแล                 ด้วยสองมือ ไม่ผันแปร เป็นอื่นใด

กลอนวันพ่อ  2
เป็นสองมือ อุ้มชู เลี้ยงดูลูก .....เป็นสายใย พันผูก คอยห่วงหา
เป็นอ้อมกอด อบอุ่น ค้ำจุนมา .....เป็นสายตา ห่วงใย ใคร่อาทร

ยามเจ็บไข้ เฝ้าดูแล ด้วยชีวิต .....ยามพลั้งผิด ท่านอบรม คอยบ่มสอน
ยามเหนื่อยหน่ายกำลังใจไม่สั่นคลอน.....ยามใดใด ยังอาทร ไม่เปลี่ยนแปร

ด้วยความรัก ของพ่อ ที่ยิ่งใหญ่ .....ด้วยหัวใจ สะอาดใส เป็นแน่แท้
ด้วยชีวิต เพื่อลูก .. เฝ้าดูแล .....ด้วยสองมือ ไม่ผันแปร เป็นอื่นใด

กลอนวันพ่อ 4
คุณพ่อผู้ก่อเกิด..... ให้กำเหนิดเกิดทุกสิ่ง
ด้วยรักจากใจจริง.....รวมหลายสิ่งยิ่งผูกพัน
จากลูกพ่อปลูกรัก.....เกิดตระหนักทุกสิ่งสรร
อุ่นไอสายสัมพันธ์.....ลูกยึดมั่นขอวันทา

ขอขอบคุณ http://www.zazana.com/poem/5-id3368.aspx

Father 's Day

posted on 05 Dec 2009 12:22 by janeiiz001

           วันนี้ก็เป็นวันแห่งความสุขของหลายๆครอบครัว และสำหรับลูกๆทุกคนที่จะได้แสดงความรักกับคุณพ่อของพวกเรากัน ถือเป็นวันที่ พิเศษที่สุดของพ่อลูกที่ไม่ค่อยได้เจอกันแล้วก็ไม่ค่อยได้บอกรักกันเท่าไร ก็จะถือโอกาสเนื่องในวันพ่ออพาคุณพ่อไปเที่ยวแล้วก็กินข้าวด้วยกันถือเป็นวันแห่งความสุขของใครหลายๆคนเลยทีเดียว

สุดท้ายนี้ก็ขอให้ทุกๆคน "รักพ่อ" กันให้มากๆนะคะ

" วันพ่อแห่งชาติ "

posted on 05 Dec 2009 12:20 by janeiiz001

      “พ่อ” ไม่เพียงแต่จะหมายถึงชายในฐานะผู้ให้กำเนิดแก่ลูก หรือเป็นคำที่ลูกเรียกผู้ให้กำเนิดตนเท่านั้น แต่คำ ๆ นี้ยังรวมถึงภาระความรับผิดชอบที่ผู้ชายคนหนึ่งๆ จะพึงมีในฐานะหัวหน้าหรือผู้นำของครอบครัวอีกด้วย

 ดอกไม้ประจำวันพ่อ

          ตั้งแต่มีการกำหนดให้วันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปีเป็นวันพ่อแห่งชาติขึ้นมาครั้งแรกในปี พ.ศ. 2523 ก็ได้มีการกำหนดให้ดอกพุทธรักษาสีเหลือง เป็นดอกไม้สัญลักษณ์ประจำวันพ่อขึ้นมาพร้อมกัน คงเพราะด้วยชื่ออันเป็นมงคลของคำว่า "พุทธรักษา" ซึ่งหมายถึง พระพุทธเจ้าทรงปกป้องคุ้มครองให้มีแต่ความสงบสุขร่มเย็น ซึ่งมีเรียกกันมากว่า 200 ปี และ สีเหลืองอันเป็นสีประจำวันพระราชสมภพ ขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ของปวงชนชาวไทย การมอบดอกพุทธรักษาให้กับพ่อจึงเสมือนกับการบอกถึง ความรักและเคารพบูชาพ่อผู้สร้างความสงบสุขร่มเย็นให้แก่ครอบครัว

http://www.mthai.com/scoop/fatherday/2548/

ประวัติความเป็นมาของวันพ่อ

            5 ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทางราชการได้กำหนดให้เป็นวันหยุดราชการหนึ่งวัน เพื่อให้ประชาชนชาวไทย ได้ร่วมกันเฉลิมฉลองในวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ ถือเป็นวันพ่อแห่งชาติ อีกวันหนึ่งด้วย วันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีความเป็นมาของวันสำคัญ คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระราชสมภพเมื่อ วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2470 ณ โรงพยาบาล เมาท์ ออเบิร์น นครบอสตัน สหรัฐอเมริกา โดยนายแพทย์วิทท์มอร์ เป็นผู้ถวายการประสูติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯขึ้นเถลิงถวัลย์ราชสมบัติเป็นรัชกาลที่ 9 แห่งบรมจักรีวงศ์ กรุงรัตนโกสินทร์ ทรงประกอบพระราชกรณียกิจและเจริญพระราชจริยาวัตรเป็นเอนกประการ จำเนียรกาลผ่านมาถึงปัจจุบันที่สุดจะพรรณนาให้ครบถ้วนได้ ท่ามกลางมหาสมาคมวันพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษก ทรงมีกระแสพระราชดำรัสที่พสกนิกรทุกคนยังจดจำได้ "เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม" อันคำว่าโดย "ธรรม" นั้น ทรงหมายถึง ธรรมอันล้ำเลิศที่เรียกว่า "ทศพิธราชธรรม" หรือที่เรียกกันโดยสามัญว่า "ราชธรรม 10 ประการ" ราชธรรม 10 ประการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงยึดมั่นทรงปฎิบัติโดยเคร่งครัด และส่งผลถึงพสกนิกรทั่วพระราชอาณาจักรนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณเหนือเกล้าฯ

            วันพ่อแห่งชาติ ได้จัดให้มีขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2523 โดยคุณหญิงเนื้อทิพย์ เสมรสุต นายกสมาคมผู้อาสาสมัครและช่วยการศึกษาเป็นผู้ริ่เริ่ม หลักการและเหตุผลในการจัดตั้งวันพ่อ โดยที่พ่อเป็นผู้มีพระคุณที่มีบทบาทสำคัญ ต่อครอบครัวและสังคม สมควรที่ผู้เป็นลูกจะเคารพเทิดทูนตอบแทนพระคุณด้วยความกตัญญู และสมควรที่สังคมจะยกย่องให้เกียรติรำลึกถึงผู้เป็นพ่อ จึงถือเอาวันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปีซึ่งเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาเป็น "วันพ่อแห่งชาติ" ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยอย่างนานัปการ ทรงเป็นพระราชบิดาของพระราชโอรสและพระราชธิดา ทรงรักใคร่และห่วงใยตั้งแต่พระเยาว์จนถึงปัจจุบัน รวมทั้งพระเจ้าหลานเธอทุกพระองค์ต่างซาบซึ้งและปลาบปลื้มในพระมหากรุณาธิคุณอย่างมิรู้ลืม พระองค์ทรงเป็น "พ่อ" ตัวอย่างของปวงชนชาวไทยที่เปี่ยมล้นด้วยพระเมตตากรุณา ทรงห่วงใยอย่างหาที่เปรียบมิได้

http://www.zabzaa.com/event/5dec.htm

กระบวนการทางปัญญา

posted on 04 Dec 2009 20:02 by janeiiz001
1. ฝึกสังเกต
สังเกตในสิ่งที่เราเห็น หรือสิ่งแวดล้อม เช่น ไปดูนก ดูผีเสื้อ หรือในการทำงาน การฝึกสังเกตจะทำให้เกิดปัญญามาก โลกทรรศน์ และวิธีคิด สติ-สมาธิ จะเข้าไปมีผลต่อการสังเกตและสิ่งที่สังเกต

2. ฝึกบันทึก

เมื่อสังเกตอะไรแล้วควรฝึกบันทึก โดยจะวาดรูปหรือบันทึกข้อความ ถ่ายภาพ ถ่ายวีดิโอ ละเอียดมากน้อยตามวัยและตามสถานการณ์ การบันทึกเป็นการพัฒนาปัญญา

3. ฝึกการนำเสนอต่อที่ประชุมกลุ่ม

เมื่อมีการทำงานกลุ่ม เราไปเรียนรู้อะไรมา บันทึกอะไรมา จะนำเสนอให้เพื่อนหรือครูรู้เรื่องได้อย่างไร ก็ต้องฝึกการนำเสนอ การนำเสนอได้ดีจึงเป็นการพัฒนาปัญญาทั้งของผู้นำเสนอและของกลุ่ม

4. ฝึกการฟัง

ถ้ารู้จักฟัคนอื่นก็จะทำให้ฉลาดขึ้น โบราณเรียกว่าเป็นพหูสูต บางคนไม่ได้ยินคนอื่นพูด เพราะหมกมุ่นอยู่ในความคิดของตนเอง หรือมีความฝังใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่งจนเรื่องอื่นเข้าไม่ได้ ฉันทะ สติ สมาธิ จะช่วยให้ฟังได้ดีขึ้น

5. ฝึกปุจฉา-วิสัชนา

เมื่อมีการนำเสนอและการฟังแล้ว ฝึกปุจฉา-วิสัชนา หรือถาม-ตอบ ต้องเป็นการฝึกใช้เหตุผล วิเคราะห์ สังเคราะห์ ทำให้เกิดความแจ่มแจ้งในเรื่องนั้น ๆ ถ้าเราฟังครูโดยไม่ถาม-ตอบ ก็จะไม่แจ่มแจ้ง

6. ฝึกตั้งสมมติฐานและตั้งคำถาม

เวลาเรียนรู้อะไรไปแล้วเราต้องสามารถตั้งคำถามได้ว่าสิ่งนี้คืออะไร สิ่งนั้นเกิดจากอะไร อะไรมีประยชน์ ทำอย่างไร จะสำเร็จประโยชน์อันนั้น และมีการฝึกการตั้งคำถาม ถ้ากลุ่มช่วยกันคิดคำถามที่มีคุณค่าและมีความสำคัญ ก็จะอยากได้คำตอบ

7. ฝึกการค้นหาคำตอบ

เมื่อมีคำถามแล้วก็ควรไปค้นหาคำตอบจากหนังสือ จากตำรา จากอินเตอร์เน็ต หรือไปคุยกับคนเฒ่าคนแก่ แล้วแต่ธรรมชาติของคำถาม การค้นหาคำตอบต่อคำถามที่สำคัญจะสนุก และทำให้ได้ความรู้มาก ต่างจากการท่องหนังสือโดยไม่มีคำถาม บางคำถามเมื่อค้นหาคำตอบ ทุกวิถีทางจนหมดแล้วก็ไม่พบ แต่คำถามยังอยู่ และมีความสำคัญ ต้องหาคำตอบต่อไปด้วยการวิจัย

8. การวิจัย

การวิจัยเพื่อหาคำตอบเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ทุกระดับ การวิจัยจะทำให้ค้นพบความรู้ใหม่ ซึ่งจะทำให้เกิดความภูมิใจ สนุก และมีประโยชน์มาก

9. เชื่อมโยงบูรณาการ

ให้เห็นความเป็นทั้งหมดและเห็นตัวเอง ธรรมชาติของสรรพสิ่งล้วนเชื่อมโยง เมื่อเรียนรู้อะไรมาอย่าให้ความรู้นั้นแยกเป็นส่วน ๆ แต่ควรจะเชื่อมโยงเป็นบูรณาการให้เห็นความเป็นทั้งหมด ในความเป็นทั้งหมดจะมีความงาม และมีมิติอื่นผุดบังเกิดออกมาเหนือความเป็นส่วน ๆ และในความเป็นทั้งหมดนั้นมองให้เห็นตัวเอง เกิดการรู้ตัวเองตามความเป็นจริง ว่าสัมพันธ์กับความเป็นทั้งหมดอย่างไร จริยธรรมอยู่ที่ตรงนี้ คือการเรียนรู้ตัวเองตามความเป็นจริง ว่าสัมพันธ์กับความเป็นทั้งหมดอย่างไร ดังนั้น ไม่ว่าการเรียนรู้อะไร ๆ ก็มีมิติทางจริยธรรมอยู่ในนั้นเสมอ มิติทางจริยธรรมอยู่ในความเป็นทั้งหมดนั่นเอง ต่างจากการเอาจริยธรรมไปเป็นวิชา ๆ หนึ่งแบบแยกส่วนแล้วก็ไม่ค่อยได้ผล
ในการบูรณาการความรู้ที่เรียนรู้มาให้รู้ความเป็นทั้งหมดและเห็นตัวอย่างนี้ จะนำไปสู่อิสระภาพและความสุขอันล้นเหลือ เพราะหลุดพ้น จากความบีบคั้นของความไม่รู้ การไตร่ตรองนี้จะโยงกลับไปสู่วัตถุประสงค์ของการเรียนรู้ที่ว่าเพื่อลดตัวกู-ของกู และเพื่อการอยู่ร่วมกัน อย่างสันติ อันจะช่วยกำกับให้การแสวงหาความรู้เป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าว มิใช่เป็นไปเพื่อความกำเริบแห่งอหังการ-มมังการ และเพื่อรบกวนการอยู่ร่วมกันด้วยสันติ

10. ฝึกการเขียนเรียบเรียงทางวิชาการ

ถึงกระบวนการเรียนรู้และความรู้ใหม่ที่ได้มา การเรียบเรียงทางวิชาการเป็นการเรียบเรียงความคิดให้ประณีตขึ้น ทำให้ค้นคว้าหาหลักฐาน ที่มาที่อ้างอิงของความรู้ให้ถี่ถ้วนแม่นยำขึ้น การเรียบเรียงทางวิชาการจึงเป็นการพัฒนาปัญญาของตนเองอย่างสำคัญและเป็นประโยชน์ ในการเรียนรู้ของผู้อื่นในวงกว้างออกไป
ที่มา : www.watpon.com/news/process.htm